การเล่าเรื่องเป็นทักษะที่ช่วยให้คนหยุดดูคลิปจนจบ และนำไปสู่การ “ป้ายยา” หรือปิดการขายได้ง่ายขึ้น โดยมีเทคนิคหลัก 8+1 ข้อ ดังนี้:
1. บอกผลลัพธ์ก่อน แล้วค่อยบอกวิธีทำ
- แนวทาง: เล่าจากจุด A (ปัญหา/ความลำบาก) ไปยังจุด B (ความสำเร็จ)
- การประยุกต์ใช้: คุณเข้มอาจเล่าว่า “จากร้านป้ายที่ไม่มีคนรู้จัก สู่การทำป้ายให้แบรนด์ใหญ่… ผมทำได้อย่างไร?” โดยเน้นที่ “จุดเปลี่ยน” สำคัญ
2. เริ่มต้นด้วยปัญหาและวิธีแก้
- แนวทาง: จี้จุดปัญหาที่ลูกค้าเจอ แล้วเสนอทางแก้ทันที
- การประยุกต์ใช้: “ป้ายหน้าร้านสีซีดไว ทำไงดี?” แล้วจึงแนะนำวัสดุหรือเทคนิคของทางร้าน
3. เล่าแบบ How-to หรือ Vlog
- แนวทาง: บอกขั้นตอน 1-2-3 หรือถ่ายแนว Work with me เพื่อให้คนเห็นชีวิตการทำงาน
- การประยุกต์ใช้: ถ่ายเบื้องหลังการออกแบบหรือการติดตั้งป้ายใน 1 วัน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
4. เล่าจากประสบการณ์จริง
- แนวทาง: นำเรื่องราวที่ได้เจอมาแชร์ ทั้งความล้มเหลวและบทเรียน
- การประยุกต์ใช้: แชร์เคสงานยากๆ ที่เคยทำ หรือความผิดพลาดที่เคยเจอ เพื่อเป็นบทเรียนให้คนอื่น
5. เล่าผ่านรีวิวของลูกค้า
- แนวทาง: นำแชทหรือคลิปที่ลูกค้าชมมาเล่าต่อ หรือโชว์ปริมาณงานที่ลูกค้าสั่ง
- การประยุกต์ใช้: แคปภาพคำชมจากลูกค้า หรือถ่ายกองงานที่กำลังจะส่ง เพื่อโชว์ว่าร้านมีงานเข้าตลอด
6. เกาะกระแสหรือเทรนด์ร้อนแรง
- แนวทาง: แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องที่เป็นกระแส แต่ต้องเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย
- การประยุกต์ใช้: วิเคราะห์ดีไซน์ป้ายในละครดัง หรือเทรนด์สีป้ายมงคลที่กำลังมาแรง
7. เล่าถึงเป้าหมายและการเดินทาง
- แนวทาง: บอกว่าเรากำลังจะทำอะไร แม้จะยังไม่สำเร็จ เพื่อให้คนดูช่วยลุ้นและเป็นกำลังใจ
- การประยุกต์ใช้: “เป้าหมายปีนี้คือขยายสาขา… มาดูกันว่าจะรอดไหม” ทำให้เกิดฐานแฟนคลับที่ผูกพันกับแบรนด์
8. การเล่าเรื่องแบบหักมุม (The Twist)
- แนวทาง: เล่าเรื่องที่ดูเหมือนจะปกติ แต่ตอนจบกลับพลิกความคาดหมาย
- การประยุกต์ใช้: สร้างความประหลาดใจให้คนดู เช่น การใช้วัสดุที่ไม่คิดว่าจะทำป้ายได้มาทำให้ดู
เทคนิคโบนัส: ละครคุณธรรม และ 3 ทักษะอยู่รอด
- ละครคุณธรรม: การเล่าเรื่องแบบเป็นบทละคร มีสคริปต์ มีตัวละคร จะดึงดูดคนได้สูงมากแต่ใช้พลังงานเยอะ
- 3 ทักษะที่ต้องมี: หากต้องการอยู่เหนือคู่แข่ง คุณเข้มควรฝึก 1. การคิดสคริปต์ 2. การเล่าเรื่อง และ 3. การตัดต่อ